วิตามินดีที่พบโดยทั่วไปมีอยู่ 2 รูปแบบหลัก ได้แก่ Ergocalciferol (Vitamin D2) และ Cholecalciferol (Vitamin D3) ซึ่งมีความแตกต่างกันที่โครงสร้างทางเคมี โดยวิตามินดีทั้งสองรูปแบบนี้ เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะยังไม่สามารถออกฤทธิ์ได้ทันที แต่ต้องผ่านกระบวนการเปลี่ยนรูปในร่างกายเพื่อให้อยู่ในรูปแบบออกฤทธิ์ที่เรียกว่า Calcitriol ก่อน
แม้จะเป็นวิตามินดีเหมือนกัน แต่จากการศึกษาแบบ Meta Analysis พบว่า วิตามินดี 3 มีประสิทธิภาพในการเพิ่มและรักษาระดับวิตามินดีในเลือดได้ดีกว่าวิตามินดี 2 อย่างชัดเจน ด้วยเหตุนี้ ในปัจจุบัน Vit D3 จึงได้รับความนิยมและถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลาย ทั้งในทางการแพทย์เพื่อการรักษาโรค และใช้เพื่อเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เนื่องจากวิตามิน D3 มีบทบาทสำคัญในการดูแลสุขภาพองค์รวมหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ ระบบภูมิคุ้มกัน การทำงานของสมอง และสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด [1], [2], [3]
| ชื่อสามัญ | Vitamin D3 (Cholecalciferol) |
| ลักษณะ | ผงสีขาว |
| แหล่งที่มา | ไข่ ปลา และน้ำมันตับปลา |
| ประโยชน์ | ช่วยดูแลระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ ระบบภูมิคุ้มกัน การทำงานของสมอง และสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด |
| ผลิตภัณฑ์ที่แนะนำ | Nectapharma Imuvatec, Nectapharma Pearletane และ Nectapharma Revitafol |
TLDR
วิตามิน D3 หรือ Cholecalciferol คือ วิตามินดีรูปแบบหนึ่งที่ร่างกายสามารถสังเคราะห์ได้เอง เมื่อผิวหนังได้รับการกระตุ้นจากรังสี UVB ในแสงแดด
ในปัจจุบันภาวะขาดวิตามินดีมีแนวโน้มที่เพิ่มมากขึ้น จากสถิติพบว่าคนไทยขาดวิตามินดีมากถึง 31% ซึ่งส่งผลกระทบต่อปัญหาสุขภาพในระยะยาว ทั้งเพิ่มความสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุน ลดทอนประสิทธิภาพของระบบภูมิคุ้มกัน และเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคเรื้อรังหลายชนิด
การรับประทานวิตามินดี 3 สามารถช่วยดูแลสุขภาพได้หลายมิติ ทั้งระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ ระบบภูมิคุ้มกัน การทำงานของสมอง และสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด
วิตามินดี 3 Cholecalciferol มีที่มาจากไหน
โดยธรรมชาติแล้ว ร่างกายมนุษย์สามารถสังเคราะห์วิตามิน D3 ได้เอง เมื่อผิวหนังได้รับการกระตุ้นจากรังสี UVB ในแสงแดด อย่างไรก็ตาม อุบัติการณ์การของผู้ที่ขาดวิตามินดียังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน สาเหตุหลักมาจากวิถีชีวิตของคนยุคใหม่ที่มักใช้เวลาส่วนใหญ่ในอาคาร ทำให้ผิวหนังสัมผัสกับแสงแดดน้อยลง การปรับเปลี่ยนมาบริโภคอาหารที่อุดมไปด้วย Vitamin D3 เช่น ไข่ ปลา และน้ำมันตับปลา จึงเป็นสิ่งสำคัญ ทว่าปริมาณวิตามิน D3 ที่ได้รับจากอาหารทั่วไปอาจไม่เพียงพอกับความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน ดังนั้น Vit D3 ในรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจึงถูกคิดค้นขึ้น เพื่อเป็นทางเลือกที่ช่วยให้ร่างกายได้รับวิตามินดี 3 อย่างเพียงพอ สะดวก และรวดเร็วกว่าการพึ่งพาจากการบริโภคอาหารที่มีวิตามิน D3 เพียงอย่างเดียว [4], [5]
วิตามินดี 3 ช่วยอะไร
เนื่องด้วยปัญหาการขาดวิตามินดียังคงพบได้บ่อย ซึ่งจากสถิติพบว่าคนไทยขาดวิตามินดีมากถึง 31% และมีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากขึ้นในทุก ๆ ปี โดยภาวะดังกล่าวส่งผลกระทบเชิงลบต่อสุขภาพในระยะยาวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุน ภาวะกล้ามเนื้ออ่อนล้า การลดทอนประสิทธิภาพของระบบภูมิคุ้มกัน ตลอดจนเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคเรื้อรังบางชนิด ด้วยเหตุนี้ การป้องกันไม่ให้ร่างกายเกิดภาวะขาดวิตามินดีผ่านการเสริมด้วยวิตามินดี 3 (Cholecalciferol) จึงตอบโจทย์ในการลดความเสี่ยงของปัญหาเหล่านี้ และยังเป็นการส่งเสริมการทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกายให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ [3], [6], [7]
วิตามิน D3 ประโยชน์ต่อสุขภาพในหลายมิติ
วิตามิน D3 กับสุขภาพกระดูกและฟัน
ประโยชน์ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางที่สุดในการบริโภค Vitamin D3 คือการดูแลสุขภาพกระดูกและฟัน เนื่องจาก Vit D3 มีบทบาทสำคัญในการช่วยเพิ่มการดูดซึมของแคลเซียมและฟอสฟอรัส ช่วยควบคุมระดับแคลเซียมในเลือดให้อยู่ในระดับปกติ อีกทั้งยังมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในกระบวนการสร้างมวลกระดูก ข้อมูลจากงานวิจัยแบบ Meta Analysis จำนวน 7 การศึกษาพบว่า การเสริมวิตามิน D3 ในปริมาณ 800 IU ต่อวัน ร่วมกันแคลเซียม 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน สามารถช่วยลดความเสี่ยงต่อภาวะกระดูกสะโพกหักได้อย่างมีนัยสำคัญ [3], [8]
วิตามินดี 3 ประโยชน์ด้านภูมิคุ้มกัน
สำหรับระบบภูมิคุ้มกัน วิตามินดี 3 (Cholecalciferol) มีหน้าที่สำคัญในการส่งเสริมการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการกำจัดเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอม รวมถึงช่วยปรับสมดุลการอักเสบในร่างกาย จากการศึกษาแบบ Meta Analysis พบว่า การเสริมวิตามิน D3 สามารถช่วยลดความเสี่ยงของการติดเชื้อหายใจส่วนบนได้ถึง 70% โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่ขาดวิตามินดี นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลวิจัยที่ชี้ให้เห็นว่า ผู้ที่มีระดับวิตามินดีในเลือดเพียงพอ เมื่อติดเชื้อโควิด-19 จะช่วยลดความรุนแรงของอาการ และลดอัตราการเสียชีวิตได้ [3], [9]
การป้องกันโรคเรื้อรังด้วยวิตามิน D3
อีกหนึ่งบทบาทสำคัญของ Vitamin D3 คือ การลดความเสี่ยงและการป้องกันการเกิดโรคเรื้อรัง เนื่องจากวิตามินดี 3 มีส่วนช่วยในการควบคุมสมดุลฮอร์โมน ซึ่งส่งผลต่อการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ทั่วร่างกาย โดยประโยชน์ของวิตามิน D3 ในกลุ่มโรคเรื้อรังที่มีข้อมูลการศึกษารองรับมีดังนี้ [3]
-
โรคหัวใจและหลอดเลือด
การบริโภควิตามิน D3 เพื่อรักษาระดับวิตามินดีในเลือดให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม สามารถช่วยลดความดันโลหิตในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงได้ อีกทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด และโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke)
-
โรคเบาหวาน
ข้อมูลระบุว่า ผู้ที่มีระดับวิตามินดีในเลือด 40-50 ng/mL สามารถลดโอกาสเป็นโรคเบาหวานได้ถึง 52% โดยเฉพาะในผู้ที่มีความเสี่ยงเป็นเบาหวานสูง (Pre-diabetes) เนื่องจากวิตามินดี 3 จะเข้าไปช่วยส่งเสริมการทำงานของตับอ่อน และช่วยให้ร่างกายควบคุมน้ำตาลได้ดีขึ้น
-
โรคทางสมอง
ข้อมูลทางระบาดวิทยาพบว่า การที่ร่างกายมีภาวะวิตามินดีในเลือดต่ำมีความสัมพันธ์กับการเกิดภาวะสมองเสื่อมและอัลไซเมอร์อย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้นการเสริมวิตามิน D3 เพื่อรักษาระดับวิตามินดีในเลือดให้อยู่ในระดับปกติ จึงเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยชะลอความเสื่อมของสมองได้
การรับประทานวิตามิน D3 Cholecalciferol มีข้อควรระวังหรือไม่
โดยทั่วไป ร่างกายสามารถสังเคราะห์ Vitamin D3 ได้เอง อีกทั้งยังได้รับวิตามิน D3 จากการรับประทานอาหารอยู่แล้ว ซึ่งมักจะมีปริมาณไม่สูงและไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่ต้องการเสริมวิตามิน D3 ในรูปแบบอาหารเสริมควรระมัดระวังเรื่องปริมาณให้เหมาะสม โดยไม่ควรรับประทานเกิน 4,000 IU ต่อวัน (100 ไมโครกรัม) เนื่องจากการได้รับวิตามินดี 3 ในปริมาณที่สูงเกินไป อาจส่งผลให้ระดับแคลเซียมในเลือดสูงผิดปกติ ซึ่งเป็นอันตรายต่อร่างกายได้
ดังนั้น เพื่อความปลอดภัยและให้ร่างกายได้รับประโยชน์สูงสุด ควรรับประทานวิตามิน D3 ในขนาดที่เหมาะสม โดยในคนทั่วไปควรบริโภคอยู่ที่ 600 IU ต่อวัน (15 ไมโครกรัม) ทั้งนี้ ควรปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์ก่อนรับประทานวิตามินดี 3 เสมอ โดยเฉพาะในผู้ที่มีโรคประจำตัว ผู้ที่รับประทานยาเป็นประจำ หญิงตั้งครรภ์ หรือคุณแม่ให้นมบุตร เพื่อให้สามารถทาน Vitamin D3 ได้อย่างปลอดภัย [6]