Trans-4-(Aminomethyl)cyclohexanecarboxylic Acid หรือที่รู้จักกันในชื่อ Tranexamic Acid คือ อนุพันธ์ของกรดอะมิโนไลซีน (Lysine) ที่ถูกสังเคราะห์ขึ้น โดยเดิมทีในวงการแพทย์ Tranexamic Acid ถูกใช้เป็นยาสำหรับการรักษาภาวะเลือดออกผิดปกติ แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา กรดทรานซามิก (TXA) กลับได้รับความสนใจอย่างล้นหลามในวงการผิวหนัง และถูกนำมาใช้เป็นหนึ่งในส่วนผสมสำคัญในผลิตภัณฑ์ดูแลผิว เนื่องจากมีคุณสมบัติที่โดดเด่นในการช่วยลดการสร้างเม็ดสีผิว [1], [2]
| ชื่อสามัญ | Tranexamic Acid (TXA) |
| ลักษณะ | ผงสีขาว |
| แหล่งที่มา | Tranexamic Acid ที่ใช้ในสกินแคร์มาจากการสังเคราะห์ทางเคมี |
| ประโยชน์ | ยับยั้งการสร้างเม็ดสี ยับยั้งการสร้างหลอดเลือดที่ผิดปกติ และต้านการอักเสบ |
| ผลิตภัณฑ์ที่แนะนำ | Nectapharma Skin Radiance Whitening Serum |
TLDR
TXA คือ อนุพันธ์ของกรดอะมิโนไลซีนที่ถูกสังเคราะห์ขึ้น
Tranexamic Acid มีกลไกในการลดเม็ดสีที่สารตัวอื่นทำไม่ได้ ด้วยการยับยั้งการทำงานของ Plasmin ที่ถูกกระตุ้นจากรังสียูวี ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่นำไปสู่การสร้างเม็ดสีผิว
กรดทรานซามิกมีคุณสมบัติในการยับยั้งการสร้างเม็ดสี ยับยั้งการสร้างหลอดเลือดที่ผิดปกติ และต้านการอักเสบ จึงช่วยลดการเกิดฝ้าและจุดด่างดำได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Tranexamic Acid ช่วยอะไรเรื่องการดูแลผิว
จุดเด่นที่ทำให้ Tranexamic Acid (TXA) มีความแตกต่างจากสารลดเม็ดสีชนิดอื่นคือ
ความสามารถในการเข้าจัดการกับเม็ดสีได้ถึง 3 กลไก ได้แก่
1. ลดสัญญาณกระตุ้นเม็ดสี
เมื่อผิวโดนรังสี UV จะถูกกระตุ้นให้เกิดเอนไซม์ Plasmin ซึ่ง Plasmin จะไปกระตุ้นให้มีการส่งสัญญาณสร้างเม็ดสีผิวเพิ่มขึ้น รวมถึงกระตุ้นให้เกิดการอักเสบต่าง ๆ ตามมา กรดทรานซามิกสามารถเข้าไปยับยั้งการทำงานของ Plasmin ได้ จึงช่วยลดการสร้างเม็ดสีได้ตั้งแต่ต้นตอในแบบที่สารลดเม็ดสีตัวอื่นทำไม่ได้ [2]
2. ลดการสร้างเม็ดสีโดยตรง
TXA สามารถยับยั้งการทำงานของ Tyrosinase ซึ่งเป็นเอนไซม์สำคัญที่ใช้ในกระบวนการสร้างเม็ดสีผิว เมื่อการทำงานของเอนไซม์นี้ลดลง การสร้างเม็ดสีผิวจะลดลงตาม จึงช่วยลดฝ้าและจุดด่างดำได้ [3]
3. ลดปัจจัยกระตุ้นการเกิดฝ้า
ปัญหาฝ้าไม่ได้เกี่ยวข้องกับเม็ดสีอย่างเดียว แต่มีสาเหตุมาจากการขยายตัวของหลอดเลือดใต้ผิวหนังที่ผิดปกติ และการอักเสบ Tranexamic Acid มีความสามารถในการยับยั้งการสร้างหลอดเลือดที่ผิดปกติ และต้านการอักเสบจึงช่วยลดการเกิดฝ้าได้ [2]
ผลลัพธ์ในการช่วยลดเม็ดสีผิวของ Tranexamic Acid (TXA)
ในปัจจุบัน Tranexamic Acid หรือ TXA เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการดูแลจุดด่างดำและฝ้า ด้วยกลไกการลดเม็ดสีที่ตรงจุด และความปลอดภัยที่สูงกว่าการใช้ยาบางชนิด จากงานวิจัยที่มีการใช้ Tranexamic Acid 2% ในผู้ที่มีปัญหาฝ้าพบว่า สามารถช่วยให้เม็ดสีที่ถูกสะสมบนชั้นผิวลดลงได้อย่างชัดเจนภายใน 12 สัปดาห์ นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยที่ระบุว่า การใช้ Tranexamic Acid 3% ให้ประสิทธิภาพในการลดฝ้าเทียบกับการใช้ยา Hydroquinone แต่มีผลข้างเคียงจากการใช้ที่น้อยกว่า เมื่อใช้ต่อเนื่องกัน 12 สัปดาห์ [4], [5]

การผสานพลังที่เหนือกว่าของ Tranexamic Acid และ Niacinamide
เป็นที่ทราบกันดีว่าสารที่ใช้สำหรับลดเม็ดสีผิวนั้นมีอยู่หลายชนิด โดยทั้ง Niacinamide และ Tranexamic Acid ต่างก็เป็นสารที่มีคุณสมบัติในการลดเม็ดสีเช่นเดียวกัน แต่ทว่ากลไกการทำงานของสารทั้งสองกลับมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยกรดทรานซามิกมีกลไกในการยับยั้งการส่งสัญญาณและการสร้างเม็ดสี ในขณะที่ Niacinamide มีกลไกในการยับยั้งการขนส่งเม็ดสีขึ้นไปเก็บสะสมไว้ยังผิวชั้นบน ดังนั้นการใช้ TXA และ Niacinamide ร่วมกันจึงช่วยเสริมประสิทธิภาพในการลดเม็ดสีให้ดียิ่งขึ้น จากงานวิจัยที่ให้อาสาสมัครใช้ Tranexamic Acid 2% ร่วมกับ Niacinamide 2% พบว่า สามารถช่วยลดค่า Melanin Index ได้มากถึง 7.77% เมื่อใช้ต่อเนื่องกันครบ 8 สัปดาห์ [6] 
การใช้ Tranexamic Acid ผลข้างเคียงที่ควรทราบ
โดยทั่วไปแล้วการใช้ Tranexamic Acid (TXA) ในรูปแบบทาภายนอกถือว่ามีความปลอดภัยและผิวสามารถทนต่อการใช้ได้ดี อย่างไรก็ตาม ในผู้ที่ผิวบอบบางหรือแพ้ง่ายอาจพบอาการผิวลอก หรือผื่นแดงได้บ้าง แต่ลักษณะดังกล่าวพบได้น้อยมาก และมักจะหายได้เองหลังจากใช้มอยซส์เจอไรเซอร์ [2]